วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แซลมอน


แซลมอน เป็นปลาทะเลที่ว่ายเข้าสู่แม่น้ำเพื่อวางไข่ (Anadromous) แซลมอนผสมพันธุ์ในน้ำจืดแต่ชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร มีเพียงส่วนน้อยที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแซลมอนวางไข่ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวในทะเลสาบน้ำจืดหรือแม่น้ำที่มีปริมาณออกซิเจนสูง เท่านั้นโดยแซลมอนเพศเมีย จะขุดรังที่เรียกว่า " a redd" ด้วยปลายหางและวางไข่ หลังจากนั้นตัวผู้จะปล่อย อสุจิมาปฏิสนธิกับไข่ ตัวเมียจะใช้หางกลบไข่เพื่อให้ไข่ไม่ถูกกระแสน้ำพัดพาไปแล้วลูกปลาแซลมอนจะว่ายตามกระแสน้ำออกสู่ทะเลในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เมื่อออกจากไข่ลูกปลาแซลมอนก็จะอพยพไปสู่มหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งอาหาร และเจริญเติบโต และเมื่อถึงฤดูวางไข่ลูกปลาแซลมอนก็จะกลับไปวางไข่ที่บ้านเกิดของตัวงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีศึกษาพบว่าแซลมอนที่ถูกวิจัยทั้งหมดอพยพกลับมาเพียง 10% ส่วนที่เหลือสูญหายในทะเล สิ่งที่นำทางลูกปลาแซลมอนให้กลับมาวางไข่ได้ถูกต้อง คือกลิ่นเฉพาะของแม่น้ำที่มันเกิดและพฤติกรรมแบบฝังใจในลูกแซลมอนที่เกิดขึ้นทันทีที่มันฟักออกจากไข่ เป็นสิ่งที่ใช้นำทางปลาแซลมอนที่โตเต็มที่จากมหาสมุทรไปยังที่ที่ใช้วางไข่

ปลาตีน


ลักษณะพิเศษคือ สามารถเคลื่อนที่บนบกได้แหล่งที่อยู่ของปลาตีน ป่าชายเลนในประเทศไทยมีกระจายเป็นตอนๆริมฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดตราด เรื่อยลงไปถึงจังหวัดปัตตานี ส่วนทางฝั่งทะเลอันดามันพบตั้งแต่จังหวัดระนองลงไปสุด ชายแดนไทยที่จังหวัดสตูล ผืนป่าชายเลนซึ่งนับว่าเก่าแก่ที่สุดอยู่ที่ ปากแม่น้ำหงาว ในเขต จังหวัดระนอง เต็มไปด้วยต้นโกงกางยักษ์สูง 20-30 เมตร ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้น โกงกางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พรรณไม้เด่นในป่าชายเลน เช่น โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก แสมดำ แสมทะเล โพธิ์ทะเล ลำพู ลำแพน ฯลฯ โดยส่วนใหญ่เป็นพืชทนแล้ง พรรณไม้ป่าชายเลนมีการปรับตัวต่อสู้กับสภาพดินเลนนิ่มๆและมีคลื่นลมโหมพัดเป็นประจำ ด้วยการสร้างรากค้ำยันพยุงลำต้นไว้ มีรากหายใจ มีต่อมขับเกลือและใบหนาเป็นมันใช้ กักเก็บน้ำไว้หล่อเลี้ยง

ปลางัว


ลักษณะทั่วไป
เป็นปลาหน้าดิน ซึ่งมีลำตัวเป็นเหลี่ยมและแบนข้าง รูปร่างของปลาชนิดนี้จะเปลี่ยนแปลงตามอายุ หัวโต แนวสันหัวป้าน ปากเล็ก และมีฟันเป็นเขี้ยวแหลมแยกเป็นซี่ออกมา นัยน์ตาค่อนข้างโตอยู่ใกล้แนวสันหลังและใต้ครีบหลัง ช่องเปิดเหงือกแคบอยู่หน้าฐานครีบหู เกล็ดเปลี่ยนรูปเป็นหนังหยาบ ๆ ครีบหลังอันแรกเป็นหนามแข็งอันเดียว ครีบหลังอันที่สองเป็นก้านครีบอ่อนทั้งหมด อยู่ตรงข้ามกับครีบก้นและยาวกว่าครีบก้นเล็กน้อย ไม่มีครีบท้อง ครีบหางตัดตรง หรือบางตัวตัดเป็นเหลี่ยม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของปลา พื้นลำตัวสีม่วงแกมน้ำเงินคล้ำ ท้องสีเหลืองจาง ๆ ครีบทุกครีบสีเหลืองอ่อน เฉพาะก้านครีบที่เป็นหนามแข็งและครีบหางสีม่วงปนดำ

ถิ่นอาศัย
หากินอยู่ตามหน้าดินและแนวหินใต้น้ำ พบทั่วไปในอ่าวไทยบริเวณก้นอ่าว

อาหาร
กินสัตว์น้ำที่พบในบริเวณหน้าดิน

ขนาด
ความยาวประมาณ 20-55 ซ.ม.

ประโยชน์
เนื้อปลาใช้ปรุงอาหารได้

ลักษณะทั่วไป
เป็นปลาซีกเดียวที่มีรูปร่างยาวรี หัวเล็ก จะงอยปากสั้นทู่ นัยน์ตาทั้งสองข้างอยู่ใกล้กันและอยู่บนซีกเดียวกับตำแหน่งของตาซึ่งอยู่ค่อนไปทางส่วนบนของลำตัว ปากกว้างและเฉียงขึ้น มีฟันแบบเขี้ยวอยู่บนขากรรไกรบนและล่าง จุดเริ่มต้นของครีบหลังอยู่หลังนัยน์ตา ครีบหลัง ครีบหางและครีบก้นไม่เชื่อมติดกัน ครีบหางมีปลายเว้าเป็นสองลอน มีพื้นลำตัวด้านมีนัยน์ตาเป็นสีน้ำตาลเข้มตลอดทั้งตัว ส่วนซีกล่างมีสีจางกว่า

ถิ่นอาศัย
อยู่บริเวณหน้าดินใต้ท้องทะเล มีอยู่ทั่วไปในอ่าวไทย

อาหาร
กินปลาที่มีขนาดเล็กกว่าแทบทุกชนิด

ขนาด
เป็นปลาซีกเดียวที่มีขนาดใหญ่และมีเนื้อมากที่สุด พบทั่วไปมีความยาวประมาณ 18-50 ซ.ม.

ประโยชน์
เนื้อมีรสอร่อยใช้ปรุงอาหารได้ดี

ชื่อไทยกระโทงแทงกล้วย


ชื่อไทยกระโทงแทงกล้วย, กระโทงแทงดาบ
ชื่อสามัญBANANA SAILFISH
ชื่อวิทยาศาสตร์Histiophorus gladius (Broussonet)
ถิ่นอาศัยพบตามทะเลเปิดและตามมหาสมุทรทั่วไป
อาหารกินปลาและสัตว์น้ำ
ขนาดความยาวตั้งแต่ 80-240 เซนติเมตร
ประโยชน์เนื้อใช้ปรุงเป็นอาหาร เป็นปลาที่นักกีฬาตกปลารู้กันอย่างแพร่หลาย

ปลากระเบนจมูกเหลม


ลักษณะทั่วไปรูปร่างคล้ายว่าว ลำตัวแบนลงมาก ส่วนหน้าตาจะยื่นยาวแหลม ขอบจมูกมีขนาดใหญ่เท่ากับความยาวตา ช่องเปิดเหงือกมี 5 คู่ อยู่ด้านท้อง ส่วนหางแยกออกจากส่วนลำตัวอย่างเห็นได้ชัด หางมีลักษณะแบน มีหนามแหลม 2 อัน ขอบหนามหยักเป็นจักร ความยาวของหางใกล้เคียงกับความยาวลำตัว ด้านบนของลำตัวสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีน้ำตาลม่วงกระจายทั่วไป ส่วนด้านท้องสีขาว ถิ่นอาศัยอยู่ตามหน้าดินในบริเวณชายฝั่งทะเลและบางครั้งเข้ามาหากินในแหล่งน้ำกร่อย อาหารกินปลา ลูกกุ้ง ลูกปู และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ขนาดความยาวประมาณ 20-80 ซ.ม. ประโยชน์เนื้อใช้ปรุงอาหาร

ปลาบิน


ขนาด : 20 เซนติเมตรแพร่กระจาย : ทะเลไทย บริเวณที่พบ : ปลาผิวน้ำ พบกลางทะเล ไม่เข้าแนวปะการัง ความลึก : 1-5 เมตร อาหาร : ลูกปลากลางน้ำ ฯลฯ สถานการณ์ : ไม่มีข้อมูลแน่นอน แต่ปัจจุบันยังพบได้ทั่วไป อนุรักษ์ : ไม่นิยมกิน เลี้ยงไม่ได้ Fish Tip : นั่งมองดูปลานกกระจอกร่อนไปมา ถือเป็นความสนุกระหว่างนั่งเรือ
ปลาบินอยู่ในทะเลเเถบร้อนเเละอากาศอุ่นทั่วไปที่น่าสนใจคือมันมีสี่ปีกเเห่งมหาสมุทรเเอตเเลนติกปลาบินชนิดนี้ตัวยาวราว 30 เซนติเมตรมีปีกสองคู่ตรงที่ควรเป็นครีบเเต่มันไม่ได้กระพือปีกอย่างนกเวลาบินมันใช้เครืองช่วยร้อนเท่านั้นเมื่อปลาบินเตรียมที่จะบินมันจะโพล่จากใต้น้ำ้เเละว่ายน้ำด้วยความเร็วสูงสุดขยับหางจากข้างหนึ่งตีน้ำอย่างเเรงเร็วเหมืนสั่น เร็วมากครั้งต่อวินาที้้เสมือนว่าขนาดตีน้ำได้ 50มันกำลังใช้หาง ทุกครั้งที่เราอออกทะเล มีปลาอยู่ชนิดหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาทักทายกันเป็นประจำ เรียกว่าเป็นปลาชนิดแรกๆที่ทุกคนจะได้เห็น ไม่ว่าคุณจะดำน้ำได้หรือไม่ได้ จะล่องเรือไปเกาะแสนไกล หรือไปแค่เกาะใกล้ๆฝั่ง คุณไม่จำเป็นต้องลงน้ำให้ตัวเปียกเสียด้วยซ้ำ เพราะปลากลุ่มนี้จะ "บิน" ขึ้นมาให้คุณชม จนหลายคนเรียกพวกเขาว่า "ปลาบิน"
ปลานกกระจอกลักษณะคล้ายปลาในครอบครัว Carangidae (ปลาทู ฯลฯ) แต่จุดเด่นที่แตกต่างคือครีบอกขนาดใหญ่ ยาวออกมาลักษณะคล้ายปีก ยามเมื่อปลานกกระจอกว่ายด้วยความเร็วสูง พุ่งขึ้นเหนือน้ำ แล้วกางครีบอกออก พวกเขาสามารถร่อนเลียบผิวน้ำไปได้ในระยะทางไกลๆ บางครั้งอาจถึง 30 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดปลาและจังหวะในการร่อน การร่อนของปลานกกระจอก ปรกติทำขึ้นเพื่อหนีศัตรูหรือเมื่อเขาตกใจ เช่น ปลาอินทรีว่ายไล่ ปลานกกระจอกจะสปีดตัวเองแล้วพุ่งขึ้นเหนือน้ำ ร่อนไปข้างหน้า สังเกตสักนิดว่าพวกเขาจะไม่ร่อนไปตรงๆ แต่อาจเลี้ยวโค้งซ้ายหรือขวา ปลาอินทรีที่ว่ายตามหลังมาย่อมไม่เห็นว่าเหยื่อหนีไปทางไหน ถึงจะพุ่งต่อไปข้างหน้าก็ไม่เจอเหยื่อแล้ว เพราะเขาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหลบไป เทคนิคนี้จึงช่วยให้ปลานกกระจอกรอดตาย แต่ไม่เสมอไป บางครั้งเขาอาจถูกกินก่อนจะได้ร่อน สำหรับพวกเรา ปลานกกระจอกถือเป็นสีสันและความมหัศจรรย์แห่งท้องทะเล ที่ทุกคนมีสิทธิเห็นได้ ขอเพียงให้คุณได้ขึ้นเรือ คุณจะเจอปลานกกระจอกแน่...รับรอง

ปลาซิวข้างขวาง

ชื่อวิทยาศามสตร์ : Rasbora Heteromorpha ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย อินโดนีเซีย สุมาตรา ปลาซิวข้างขวาง เป็นปลาตัวเล็ก ลำตัวมีแถบข้างรูปสามเหลี่ยมคล้าย ๆ ขวางสีดำ ลำตัวแบนสีน้ำตาลปนเขียว และน้ำ ตาลเจือแดง ครีบ และหาง มีสีส้มจาง ๆ ดวงตาโต ตัวผู้จะมีลายขวางที่เข้มกว่า ส่วนตัวเมียจะมีท้องที่ตูมกว่า เป็นปลาที่มีความอดทนสูง ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ว่ายน้ำได้คล่องแคล่วว่องไว รักสงบ และไม่กัดกันเอง แต่เป็นปลาที่ขี้ตกใจง่าย อาหารของปลาซิวข้างขวาง ได้แก่ ไรน้ำ หนองแดง ใบไม้น้ำเล็ก ๆ และอาหารสำเร็จ

ปลาเทวดา


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterophyllum Scalare ถิ่นกำเนิด : ลุ่มน้ำอเมซอน ลุ่มน้ำโอริโนโก ปลาเทวดา มีลักษณะลำตัวแบนกว้าง ครีบหลังตั้งขึ้นเป็นกระโดงสูง ครีบท้องเป็นกระโดงยาวชี้ลง ครีบหางเป็นแพนบาง ดวงตากลมโต ปากเล็ก สีสันจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์ เช่นปลาเทวดาสีเทา ลำตัวจะเป็นสีเทาอ่อน ๆและมีแถบคาด 3 แถบ ส่วนปลาเทวดาสีขาว ลำตัวจะเป็นสีขาวเงิน ๆ มีแถบคาดลำตัว 3 แถบเหมือนกัน และปลาเทวดาดำ ลำตัวจะมีสีดำสนิท มีแถบคาดสีดำเข้ม 3 แถบเช่นกัน เป็นต้น ปลาเทวดา เป็นปลารักสงบ อ่อนไหวง่ายอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชอบลอยตัวนิ่ง ๆ แต่ขี้ตกใจ สามารถ เลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้ ปลาเทวดาออกลูกเป็นไข่ หลังวางไข่จะใช้เวลาฟัก 3 - 4 วันก็จะเป็นตัว เมื่อไข่ฟักเป็นตัวแล้ว ต้องแยกพ่อปลา และแม่ปลาออก เพื่อป้องกันการกินลูกของมันเอง อาหารของปลาเทวดา ได้แก่ ลูกน้ำ ไรน้ำ และอาหารสำเร็จรูป

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Labeo Bicolor ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย ปลาฉลามหางแดง เป็นปลาที่มีครีบหางสีแดง ผสมสีส้มเป็นริ้ว ๆ ที่ปลายหาง ครีบอกมีสีส้มผสมสีดำ ลำตัวจะมีสีดำสนิท หัวเล็ก ริมฝีปากเล็ก มีหนวดเส้นเล็ก ๆ อยู่ที่ริมฝีปาก ครีบหลังดำสนิท ปลาฉลามหางแดง มีนิสัยรักสงบ ไม่ดุร้าย และไม่ต่อสู้กับปลาชนิดอื่น ชอบอยู่บริเวณที่สงบเงียบ ไม่อึกทึก ออกลูกเป็นไข่ และชอบกินลูกของตัวเอง หลังจากที่ไข่ฟักเป็นตัวแล้ว ต้องแยกแม่ปลา และพ่อปลา ออกจากลูกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ พ่อปลา และ แม่ปลา กินลูกของมันเอง อาหารของปลาฉลามหางแดง ได้แก่ ไรแดง ลูกน้ำ หนอนแดง ตะไคร่น้ำ

ปลาหมูแฟนซี


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Botia Macrcantha ถิ่นกำเนิด : สุมาตรา และบอร์เนียว ปลาหมูแฟนซี เป็นปลาที่มีสีสัน และลวดลายที่งดงามมีแถบสีดำพาดกลางลำตัว ช่วงตา และช่วงค่อนไปทางหาง เป็นแถบสีดำใหญ่ ลำตัวมีสีส้มอ่อน ๆครีบและหางมีสีแดงสวย ปลาหมูแฟนซีมีมากมายหลายชนิด เช่นปลาหมูบอร์เนียว ปลาหมูอินโดนีเซีย ปลาหมูสุมาตรา ฯลฯ ปลาหมูแฟนซีเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ขี้อาย ชอบหลบอยู่ตามพุ่มไม้น้ำ สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้ ปลาหมูแฟนซี เป็นปลาที่อดทน แข็งแรง ชอบกินเศษอาหารตาม ซอกหิน ชอบแสงสว่างปานกลาง ออกลูกเป็นไข่ เมื่อตัวเมียวางไข่แล้ว ต้อแยกพ่อปลา และแม่ปลาออกทันที เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดตัวประมาณ 10 เว็นติเมตร อาหารของปลาหมูแฟนซี ได้แก่ ตัวอ่อนของแมลงต่าง ๆ ลูกกุ้ง ลูกปลา ไรน้ำ ลูกน้ำ ตะไคร่น้ำ

ปลาแสงนีออน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paracheirodon ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้ และ เปรู ปลาแสงนีออน เป็นปลาตัวเล็กที่สวยงามอีกชนิดหนึ่ง ลำตัวจะมีแถบแสงนีออนสีน้ำเงินสด ลำตัวและโคนหางมีสีแดงสด ครีบหลัง ครีบอก และหางมีสีแดงใส เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด 4 เซ็นติเมตร ตัวเมียจะมีรูปร่างกลม และอ้วนกว่าตัวผู้ ส่วนตัวผู้จะมีหุ่นเพรียว และเรียวสวย ลำตัวยาวกว่าเล็กน้อย สีสันสดและเข็มกว่า ปลาแสงนีออนเป็นปลานิสัยดี รักความสงบ ไม่เกะกะเกเรกับปลาชนิดอื่น แหวกว่ายสายน้ำได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล้ว ชอบอยู่ เงียบ ๆ ว่ายน้ำไปตามลำพัง มักถูกปลาอื่นรังแก เมื่อตัวเมียตั้งท้อง จะว่ายช้าลงจนเห็นได้ชัด หลังจากแม่ปลาวางไข่แล้ว ต้องแยกแม่ปลา และพ่อปลาออกจากไข่ อาหารของปลาแสงนีออน ได้แก่ ไรแดง ลูกน้ำ อาหารสำเร็จรูป

ปลาเสือสุมาตรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barbus Tetrazona ถิ่นกำเนิด : สุมาตรา มาเลเซีย ประเทศไทย ปลาเสือสุมาตรา เป็นปลาที่มีความสวยงาม มีแถบสีดำ 4 แถบพาดขวางลำตัวที่มีสีเหลืองทอง และเหลืองอมเขียว แถยสีดำแถบแรกจะพาดขวางบริเวณตา แถบที่สองจะอยู่บริเวณท้อง แถบที่สามอยู่ข้างลำตัวก่อนถึงหาง และแถบที่สี่อยู่บริเวณโคนหาง ครีบ และหางจะมีสีแดงประกาย ตัวผู้จะมีสีสดกว่าตัวเมีย ตัวเมียจะมีช่วงท้อง ที่ใหญ่ และกลมกว่าตัวผู้ ปลาเสือสุมาตรา มีนิสัยดุร้าย ชอบไล่กัดครีบ และหางของปลาอื่น เป็นปลาที่ชอบรวมกลุ่มกัน มีนิสัยปราด เปรียวไม่อยู่นิ่ง ชอบแสงสว่าง ปลาเสือสุมาตราโตเต็มที่ประมาณ 6 เซ็นติเมตร ออกลูกเป็นไข่ เมื่อแม่ ปลาท้องแก่ ต้องแยกแม่ปลาออกจากตู้ และต้องให้อาหารเป็นพิเศษ เมื่อแม่ปลาวางไข่ต้องระวังพ่อปลา และแม่ปลาจะกินไข่ของมันเองเมื่อยามหิว และต้องระวังแม่ปลาตกใจ และเมื่อแม่ปลาตกใจแม่ปลาจะอมไข่ของมันไว้ และอาจกลืนลงท้องเลยก็ได้ ปลาเสือสุมาตรา เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ออกไข่ได้ทั้งปี แม่ปลาจะวางไข่ได้ครั้งละ 500 ฟอง และจะวางไข่ตามพันธุ์ไม้น้ำต่าง ๆ อาหารของปลาเสือสุมาตรา ได้แก่ ลูกน้ำ หนอนแดง อาหารสำเร็จรูป

ปลามังกร

ปลาอะโรวาน่าหรือปลาตะพัดเป็นปลาที่จัดอยู่ในครอบครัว Osteoglossidae (ออสทีโอกลอสซิดี้)

ปลาในตระกูลนี้หากจัดแบ่งตามแหล่งที่อยู่อาศัยหรือเขตุภูมิภาคที่พบซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากลจะแบ่งออกเป็น 4 สกุล

(Genus) และมี 7 ชนิด (Species) คือ

ทวีปอเมริกาใต้ 3 ชนิด

ทวีปออสเตรเลีย 2 ชนิด

ทวีปอัฟริกา 1 ชนิด

ทวีปเอเซีย 1 ชนิด (4 สายพันธุ์)

ปลาออสการ์



ต้นกำเนิดของปลาชนิดนี้อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ โดยค้นพบในแม่น้ำอะเมซอน และลำน้ำสาขา เป็นปลาที่หวงถิ่น เดิมทีเป็นปลาที่ชาวบ้านแถบนั้นใช้เป็นอาหาร จนกระทั่งนักเลี้ยงปลาชาวยุโรปมาพบเข้าและติดใจในความสวยงามจึงนำกลับไปเลี้ยง จนกระทั่งแพร่หลายไปทั่วโลกในที่สุดแต่เดิมปลาออสการ์ไม่ได้มีสีสันสวยงามอย่างที่เราเห็น ปลาสายพันธุ์ดั้งเดิมที่จับจากแม่น้ำหรือปลาป่า จะมีเกล็ดสีแดงขึ้นแซมประปรายเพียงไม่กี่เกล็ดเท่านั้น ส่วนสีพื้นของลำตัวจะเป็นสีเทาดำ หรือเขียวมะกอก ต่อมาเมื่อมีการนำเข้าปลาชนิดนี้มาในเมืองไทย นักเพาะพันธุ์ชาวไทยได้พัฒนาสายพันธุ์ให้มีความหลากหลายและสวยงามกว่าปลาป่ามาก โดยปลาที่เพาะได้ในตอนนั้นมีสีแดงเพิ่มขึ้นเป็นลวดลายเด่นชัดขึ้น และได้รับการขนานนามว่า "ปลาออสการ์ลายเสือ" (Tiger Oscar) ซึ่งสามารถ เลี้ยงรวม กับ ปลาขนาดยักษ์ Jumbo Fishes ที่มาจากลุ่มแม่น้ำ เดียวกันได้เป็นอย่างดี อาทิเช่น ไทเกอร์โชว์เวสโนส, เรดเทลแคทฟิช, อะโรวาน่าเงิน เป็นต้น

ปลาหางนกยูง

มีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาใต้แถบเวเนซูเอลล่า หมู่เกาะคาริเบียนของประเทศบาร์บาโดสและในแถบลุ่มน้ำอเมซอน ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งจนถึงน้ำไหลเรื่อยๆ ปลาตัวผู้มีขนาด 3 -5 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาด 5 -7 เซนติเมตร ปลาหางนกยูงที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม(Fancy guppies) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับการคัดพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์มาจากพันธุ์พื้นเมือง ( Wild guppies) ที่พบแพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะเด่นที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คือ ลักษณะสีและลวดลายบนลำตัวและลวดลายบนครีบหางและรูปแบบของครีบหาง ซึ่งในการเรียกสายพันธุ์ต่างๆ จะถูกตั้งชื่อตามลักษณะ ดังกล่าว

ปลาทอง



ปลาทองมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17 และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นรู้จักผสมพันธ์ปลาทองมานานแล้วและได้ปลาทองลูกผสมที่น่าสนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำและสีขาว แม้กระทั่งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน ปลาทองมีชีวิตอยู่ตามแหล่งธรรมชาติจนกระทั่งมีชาวจีนบางคนได้จับมาเลี้ยงตามบ่อเพราะดูน่าตาสวยดี สีสันแปลกตา สร้างความเพลิดเพลินใจได้เป็นอย่างดี จึงเลี้ยงสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ทำให้มีการแปรผันผันแปร และพัฒนาเรื่อยมา ประกอบกับความนิยมเลี้ยงที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ปลาทองที่เลี้ยงมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปรไป เช่น แต่เดิมปลาทองจะหาอาหารตามบ่อน้ำธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีวิตซึ่งต้องออกเรี่ยวออกแรง ไขมันส่วนเกินก็ไม่มี หุ่นก็เพรียวลม ครั้นย้ายนิวาสสถานมาอยู่ตามบ่อเลี้ยง อาหารปลาก็ถูกนำมาเสริฟกันถึงขอบบ่อ แถมเสริฟเป็นเวลาซะด้วย ทำให้ปลาทองบางตัวพุงป่องดูอ้วนตุ้ยนุ้ยขึ้นและหากลักษณะต่างๆดังกล่าวเกิดเป็นที่ประทับใจมนุษย์หรือคนดูคนชมว่าสวยแล้วก็จะถูกขุนขึ้นไปเรื่อยๆตามสูตร ปลาทองถูกมนุษย์เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต ประมาณ พ.ศ. 1161-1450 หรือนับเป็นพันปีมาแล้ว ปลาทองในสภาพธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงนั้นก็ได้พัฒนาตัวเอง ทำมาหากินตามธรรมชาติสืบทอดสายพันธ์มาจนถึงปัจจุบัน ก็แทบจะเป็นคนละปลาเดียวกันกับปลาทองของวันนี้เลย เพราะเมื่อพิจารณาดูจะพบว่าปลาใน ปลาตะเพียนทั้งหลายแหล่ต่างก็อยู่ในเทือกเขาเหล่าตระกูลเดียวกันกับปลาทอง คือ FAMILY CYYPRNDAE

ปลาแฟนซีคาร์ป




ปลาแฟนซีคาร์ป (Fancy carp) หรือที่เรียกกันว่าปลาไนแฟนซี ปลาไนสี หรือปลาไนทรงเครื่อง เป็นปลาน้ำจืดในกลุ่มปลาตะเพียน (carp) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โคย (Koi) หรือนิชิกิกอย (Nishikigoi) เดิมทีเป็นปลาไนชนิดธรรมดา ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่พบอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก บริเวณที่ถือว่าเป็นแหล่งดั้งเดิมจริง ๆ ของปลาไนคือประเทศอิหร่านในปัจจุบัน ชาวจีนเป็นชนกลุ่มแรกที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับปลาไนเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว สำหรับประเทศญี่ปุ่น ตามหลักฐานตามประวัติศาสตร์ชิ้นแรกที่มีอยู่เกี่ยวกับ Koi นั้นได้เขียนขึ้นเมื่อประมาณสองร้อยปีหลังคริสต์ศตวรรษ หลักฐานดังกล่าวได้เล่าถึงปลาชนิดนี้ว่ามีสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ปลาเหล่านี้ชาวญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงไว้สำหรับดูเล่น

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มมีการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ป ซึ่งนำมาจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2493 จากนั้นก็มีผู้สั่งปลาเข้ามาเลี้ยงกันมากมายในราคาที่ค่อนข้างสูงได้มีการศึกษาและทดลองเพาะพันธุ์จนประสบความสำเร็จ ยังผลให้การสั่งเข้าปลาแฟนซีคาร์ปลดลง และปลาในประเทศที่มีคุณภาพดีได้รับความนิยมมากขึ้นจนแพร่หลายดังเช่นปัจจุบันปลาแฟนซีคาร์ปจะผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูกาลที่แตกต่างกันแล้วแต่สถานที่ที่ปลาอาศัยอยู่ ฤดูวางไข่ของปลาเหล่านี้ในประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่น ส่วนในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์เป็นช่วงฤดูหนาว ปลาจะไม่เจริญเติบโตและไม่สืบพันธุ์ สำหรับประเทศไทยนั้นปลาแฟนซีคาร์ปสามารถวางไข่ได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งพ่อแม่ปลามีความสมบูรณ์

ปลาการ์ตูน


ปลาการ์ตูนพบได้เฉพาะในเขตมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิกบางส่วน ในธรรมชาติปลาการ์ตูนจะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากดอกไม้ทะเล ดังนั้นเราจะพบปลาการ์ตูนได้ก็ต่อเมื่อได้พบดอกไม้ทะเลเท่านั้น แม้ว่าดอกไม้ทะเลจะมีเข็มพิษแต่กลับไม่ทำอันตรายต่อปลาการ์ตูน ทำให้ปลาการ์ตูนอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในดอกไม้ทะเล จากการสำรวจพบว่า ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะจำเพาะเจาะจงต่อชนิดของดอกไม้ทะเลที่จะอาศัยอยู่ด้วย แต่ก็มีปลาการ์ตูนอีกหลายชนิดที่สามารถอาศัยอยู่กับดอกได้

ปลาหมอสี



ปลาหมอสีเป็นปลาน้ำจืดที่มาจากทะเลสาบ ทังกันยิกา ทะเลสาบมาลาวีและทะเลสาบวิกตอเรีย รูปร่างลักษณะคล้ายปลาหมอไทย แต่มีสีสันหลากหลายสวยงามยิ่งนัก ตามตำราระบุว่าปลาหมอชนิดนี้เป็นลัตว์น้ำเค็ม แต่เมื่อประมาณ 11-30 ล้านปีได้เกิดการแตกแยกของผิวโลก กลายเป็นทะเลสาบ ปลาทะเลนานาชนิดไถเข้าไปอยู่อาศัย โดยเฉพาะปลาหมอสีได้วิวัฒนาการมาตลอดจนมีจำนวนสกุลและชนิดมาก ดังนั้นรูปร่างและพฤติกรรมก็แตกต่างกันหลายรูปแบบด้วย


ปัจจุบันนี้ปลาหมอสีได้ถูกมนุษย์จับมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม และพัฒนาพันธุ์มากมายหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยก็มิน้อยหน้าประเทศใด ๆ เลย เพราะว่ามีผู้เลี้ยงปลาสวยงามจำนวนมากนิยมนำปลาชนิดนี้มาเลี้ยงพร้อมกับพัฒนาพันธุ์ ผลิตลูกพันธุ์ขายให้กับผู้สนใจทั้งในและนอกประเทศ ทำเงินเข้าประเทศปีละนับสิบ ๆ ล้านบาท เช่นปลาในสกุล (Genus Nimbochromis), Genus Protomelas, Genus Aulonocara, Genus Aristochromis, Genus Copadichromis, Genus Geophagus และ Labeotropheus